88   น่ากลัว ! ไม่แพ้มะเร็ง

 

 " หลอดเลือดหัวใจตีบ "

 

ไม่ค่อยปรากฏเป็นข่าวครึกโครมเท่า "มะเร็ง" ที่ล่าสุดคร่าเอาคนดังอย่าง ดีเจโจ้-อัครพล ธนะวิทวิลาศ ให้จากไป แต่...ต้องบอกว่าโรคนี้ก็ "ร้าย แรงไม่แพ้มะเร็ง" โรคที่เกี่ยวกับ "หัวใจ" อวัยวะสำคัญของมนุษย์!!
 
โดยเฉพาะ "โรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน 100%"
 
ที่นับวันจะ "คุกคามสุขภาพคนไทยมากขึ้นเรื่อยๆ"
 
ยุคปัจจุบันนี้...จะสังเกตได้ว่ามีคนไทยที่ต้องเข้ารับการรักษาพยาบาล ผ่าตัดหลอดเลือดกันมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งก็เกี่ยวเนื่องมาจากอาการป่วยที่เกี่ยวกับหัวใจ-เกี่ยวกับหลอดเลือดหัวใจ
 
และถ้าถามว่าโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตันหรือ "โรคหัวใจขาดเลือด" มันร้ายแรงสักขนาดไหนกัน ? ก็ขนาดที่ทำร้ายอเมริกันชนคนสหรัฐที่อยู่ในประเทศที่เจริญรุดหน้ามากทางการแพทย์-ทำให้เกิด "หัวใจวาย" เป็นต้นเหตุทำให้ชาวอเมริกันเสียชีวิตสูงถึง 1 ใน 3 ของการเสียชีวิตจากสาเหตุต่าง ๆ ทั้งหมดในแต่ละปี !!
 
การที่หลอดเลือดตีบตันก็คือการที่มีไขมัน พังผืด และสิ่งแปลกปลอมอื่นๆ สะสมอยู่มาก จนทำให้หลอดเลือดมีลักษณะค่อนข้างแข็ง เหมือนท่อที่ภายในเป็นสนิม ทำให้การไหลเวียนของเลือดติดขัด ซึ่งกรณีเป็นหลอดเลือดหัวใจก็ทำให้หัวใจได้รับเลือดหล่อเลี้ยงไม่เพียงพอ อาจมีการหดเกร็งของหลอดเลือดทำให้รูตีบลงอย่างรวดเร็ว
 
และสิ่งที่จะตามมาก็คือ...ภาวะ "กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด" ซึ่งหากเกิดขึ้นเป็นเวลานานจนถึงจุด "กล้ามเนื้อหัวใจตาย" อันตรายร้ายแรงถึงระดับ "เสียชีวิต" ก็จะเกิดขึ้น !!
 
ทั้งนี้ สาเหตุที่ทำให้หลอดเลือดหัวใจตีบโดยทั่วไปเกิดจากปัจจัยสำคัญ ๆ 4 ประการคือ...1.จากความดันโลหิตสูง, 2.จากไขมันสูง, 3.จากเบาหวาน, 4.จากการสูบบุหรี่ ใครยิ่งมีปัจจัยเหล่านี้มาก...ก็ยิ่งเสี่ยงมาก ซึ่งโดยทั่วไปโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตันจะตีบ 70-80% แต่ระดับรุนแรงถึง "ตีบตัน 100%" ก็ใช่ว่าจะเกิดยาก 

หลอดเลือดและกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดบริเวณต่างๆ


ที่น่ากลัวก็คือ หากลุกลามถึงขั้นเป็น "โรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน 100% ชนิดเรื้อรัง" ซึ่งอันตราย ร่างกายของผู้ป่วยก็จะไม่มีอาการฟ้องอะไรมากนัก เนื่องจากร่างกายคนเราจะมีการปรับตัวสู้ด้วยการส่งเลือดผ่านเส้นเลือดฝอยเล็กๆ อ้อมเข้าเลี้ยงหัวใจ ทำให้บางรายอาจไม่มีอาการใดๆ บ่งบอกเลยก็ได้
 
แต่ใครที่เมื่อออกแรง ไม่ว่าจะเดิน วิ่ง หรือทำอย่างอื่น แล้วมีอาการ "เจ็บแน่นหน้าอก" นี่อาจเป็นสัญญาณอันตรายของโรคนี้ ซึ่งถ้าใช่... ที่สุดแล้วอาจ "หัวใจวาย" ได้ !!  
 
กับใครที่สงสัยว่าจะเป็นโรคร้ายนี้ วิธีการตรวจในปัจจุบันมีการพัฒนาโดยใช้วิธี "สวนหัวใจ-ฉีดสีหลอดเลือดหัวใจ" ซึ่งจะทำให้เห็นสภาพหลอดเลือดหัวใจได้ดีที่สุดวิธีหนึ่ง ถ้ามีจุดที่ตีบตันก็จะบ่งบอกได้ชัดเจน โดยการสวนหัวใจหรือการฉีดสีนี้แพทย์จะใช้สายสวนขนาดเล็กประมาณ 2 มม. ใส่เข้าไปตามหลอดเลือดแดง บริเวณขาหนีบ, ข้อพับแขน หรือข้อมือ จนถึงจุดที่เป็นรูเปิดของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจทั้งซ้าย-ขวา จากนั้นจะใช้สารละลายทึบรังสีเอกซเรย์ฉีดเข้าทางสายสวนเพื่อทำการตรวจสอบว่ามีจุดที่หลอดเลือดบริเวณสำคัญมีการตีบแคบหรือไม่ ?
 
ฟังวิธีแล้วอาจดูน่ากลัว แต่มีรายงานระบุว่าวิธีนี้มีผลแทรกซ้อนที่อาจส่งผลเสียรุนแรงต่อร่างกายน้อยกว่าร้อยละ 1 ชั่งน้ำหนักข้อดี-ข้อเสียแล้ววิธีนี้ก็ถือว่ามีประโยชน์...กับผู้ป่วยหลอดเลือดหัวใจตีบ
 
สำหรับการรักษาโรคนี้ หลายคนคงจะพอคุ้นกับคำว่า "บายพาส" ซึ่งคือการผ่าตัดโดยนำหลอดเลือดดำจากบริเวณขามาเสริมหลอดเลือดหัวใจที่ตีบ การผ่าตัดจะใช้การดมยาสลบ ระหว่างผ่าตัดต้องทำให้หัวใจหยุดทำงานชั่วคราวแล้วอาศัยอุปกรณ์หัวใจและปอดเทียมทดแทน วิธีนี้จะทำเหมือน "ทางเบี่ยง" โดยปลายหลอดเลือดดำด้านหนึ่งจะต่อเข้ากับหลอดเลือดแดงใหญ่ที่ออกจากหัวใจห้องซ้ายล่าง อีกด้านต่อเข้ากับหลอดเลือดหัวใจที่ตีบตรงตำแหน่งที่เลยจุดตีบไปแล้ว ซึ่งวิธีนี้จะต้องอยู่โรงพยาบาลราว 7-10 วัน และพักฟื้นอีก 4-6 สัปดาห์
 
อีกวิธีในการรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน-หัวใจตีบตัน 100% ที่ปัจจุบันมีการพัฒนาเทคนิค-อุปกรณ์คือ "ตัวหมุนกรอ (Rota Blator)" จนได้ผลดีมาก...ก็คือการทำ "บอลลูนขยายหลอดเลือด"
 
วิธีนี้ นพ.วสันต์ อุทัยเฉลิม ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจ บอกว่า...จะ เป็นการผ่าตัดเล็กบริเวณขาหนีบหรือข้อมือ แพทย์จะสอดท่อเล็กๆ ที่มีลูกโป่ง เล็กๆ อยู่ด้วยเข้าไปตามหลอดเลือดแดงจนถึงจุดที่ต้องการขยาย โดยดูจาก จอภาพเอกซเรย์พิเศษ ใช้ตัวหมุนกรอทำการกรอหลอดเลือดที่แข็งเพื่อทำการ บอลลูนขยายหลอดเลือด และยังสามารถเสริมด้วย "ขดลวดถ่างขยายหลอด เลือดชนิดเคลือบยา (Drug Eluting Stent)" เพื่อให้โอกาสที่หลอดเลือดจะ กลับมาตีบซ้ำมีน้อยเพียงประมาณ 5%
 
"บอลลูนขยายหลอดเลือด วิธีนี้ไม่ต้องดมยา ใช้แค่ยาชา ค่าใช้จ่ายจะต่ำกว่าผ่าตัดบายพาส หรือหากเสริมขดลวดพิเศษค่าใช้จ่ายก็จะใกล้เคียงกัน และอยู่ในโรงพยาบาล 1-2 วันก็สามารถกลับบ้าน ไปทำงานได้ในไม่กี่วัน"
 
กล่าวได้ว่า...ปัจจุบันเทคโนโลยีทางการแพทย์ในการรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน-หัวใจตีบตัน 100% มีการพัฒนาไปมากทีเดียว อย่างไรก็ตาม ก็ต้องย้ำว่ายังไงโรคนี้ยังถือว่าอันตรายน่ากลัวอยู่ ดังนั้น...ดีที่สุดก็คือการ "ป้องกัน" ไว้ก่อน โดย "ลด-เลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่างๆ รับประทานอาหารให้ถูกสุขลักษณะ ลดอาหารไขมันสูง-อาหารรสจัด เช่น เค็มจัด หวานจัด ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และพยายามไม่เครียด"
 
ยุคนี้มีทั้งโรคเก่า-ใหม่หลายโรคที่มนุษย์ต้องระวังป้องกัน
 
และ "โรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน" ก็จะประมาทไม่ได้
 
เพราะอาจเสียชีวิตปุบปับ...โดยไม่ทันได้สั่งเสีย !!!!.

 

4

 

ขอขอบคุณ : เดลินิวส์

Comment

Comment:

Tweet

Archives